[Exclusive] จากรั้วของชาติ สู่ เจ้าหน้าที่ไทยใน 'ยูเอ็น'
เมื่อพูดถึงตำแหน่งงานใน ‘องค์การสหประชาชาติ’ หลายคนฝันไว้อยากเข้าไปทำงาน หรืออาจรู้สึกว่าว่า เป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ไกลเกินเอื้อม และมีคนไทยน้อยคนนัก ที่จะมีโอกาสเข้าไปทำงานกับองค์การใหญ่ระดับโลกเช่นนี้
สำนักข่าว MThai ได้รับเกียรติจากเรืออากาศเอก ปัญจวรวรรธน์ ฉัตรวัฒนานันท์ วัย 31 ปี นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกองทัพอากาศ ซึ่งขณะนี้ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ทางทหารแห่งสหประชาชาติ (United Nations Military Observer : UNMO) ณ ประเทศปากีสถานกับอินเดีย
ภารกิจนี้เป็นภารกิจรักษาสันติภาพที่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างปากีสถานกับอินเดีย ที่หลัก ๆ เป็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งก่อตัวมานานนับตั้งแต่ครั้งเมื่ออังกฤษมอบเอกราชให้ทั้ง 2 ประเทศ โดยในบทความนี้ เรืออากาศเอก ปัญจวรวรรธน์ จะบอกเล่าทุกเรื่องราว ตั้งแต่การสมัครเข้าร่วมภารกิจ บทบาทหน้าที่ของไทยต่อ UN รวมถึงอุปสรรคต่าง ๆ ในการทำงาน
MThai : เข้าไปร่วมปฏิบัติการกับยูเอ็นได้อย่างไร ?
เรืออากาศเอก ปัญจวรวรรธน์ เผยว่าเนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ในฐานะสมาชิกไทยมีข้อผูกพัน ที่ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามหากมีคำขอ โดยยูเอ็นจะมีภารกิจหลักคือการ ‘รักษาสันติภาพ’ ซึ่งในแต่ละภารกิจก็จะขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกในการส่งบุคลากร ไม่ว่าจะทหาร ตำรวจ รวมไปถึงพลเรือน ในการเข้าร่วมสนับสนุนเพื่อปฏิบัติภารกิจเหล่านี้
ส่วนการคัดสรรบุคลากรเพื่อไปร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของ UN จะดูแลโดยศูนย์ปฏิบัติการสันติภาพ สังกัดกรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ที่รับการร้องขอมา จากนั้นทางศูนย์สันติภาพจะทำการประชาสัมพันธ์การรับสมัครไปยังเหล่าทัพต่าง ๆ โดยผู้ที่สนใจก็ให้ทำเรื่องสมัคร และต้องเข้ารับการทดสอบเพื่อทำการบรรจุในบัญชีพร้อมเรียกปฏิบัติงาน หรือที่เรียกกันว่า On Call Lists (OCL)
โดยการทดสอบ จะประกอบด้วยการวัดความรู้ด้านวิชาการเกี่ยวกับ UN การทดสอบร่างกาย และการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งในส่วนของการทดสอบความรู้และการสัมภาษณ์จะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ผู้ที่เข้ารับการทดสอบก็ต้องเตรียมตัวมาให้ดี รวมไปถึงต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อม เพราะถ้าพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งคือหมดสิทธิ์ทันที
เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว ก็ต้องมาทำการฝึกอบรมในหลักสูตรผู้ปฏิบัติงานรักษาสันติภาพเป็นเวลาอีก 1 เดือน โดยแบ่งเป็นการฝึกภาคสนาม และภาควิชาการ ซึ่งมีความสำคัญมาก ผู้เข้าอบรมต้องตั้งใจให้ดีเพราะผลคะแนนที่ได้จะเป็นตัวกำหนดลำดับในบัญชี OCL ยิ่งอยู่ลำดับต้น ๆ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้รับเรียกไปปฏิบัติภารกิจสูง นั่นหมายความว่า ต่อให้ผ่านการทดสอบและการอบรมจนจบได้บรรจุในบัญชี OCL แล้ว แต่ก็อาจไม่ได้รับเรียกไปปฏิบัติภารกิจได้เช่นกัน หากจำนวนที่ได้รับการร้องขอจาก UN มาไม่ถึงลำดับคะแนนของเรา
MThai : หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายใน UN คือ ?
หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั้น เป็นการปฏิบัติภารกิจ UNMOGIP (United Natios Military Observer Group in India and Pakistan : คณะผู้สังเกตการณ์ทางทหารแห่งสหประชาชาติในอินเดียและปากีสถาน) เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2561 โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ UN จะต้องออกลาดตระเวนพื้นที่ การเฝ้าสังเกตการณ์ บริเวณแนวควบคุมการยิง รวมถึงสอบสวนหากมีเหตุละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในพื้นที่ที่เกิดความไม่สงบระหว่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งมีความขัดแย้งกันในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และดินแดนโดยมีระยะเวลาในการปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น 1 ปี
ข้อผูกพันอย่างหนึ่งของผู้ที่เคยผ่านภารกิจรักษาสันติภาพคือ ในอนาคตเมื่อได้รับการร้องขอจากทางกรมยุทธการทหารที่เกี่ยวเนื่องด้วยภารกิจลักษณะนี้ ก็ต้องให้การสนับสนุนในฐานะผู้ที่เคยผ่านงานมาก่อน เพราะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ซึ่งนั่นรวมไปถึงการมาถ่ายทอดประสบการณ์ องค์ความรู้ให้กับผู้ที่สนใจมาสมัครเป็น OCL ในรุ่นถัด ๆ ไปด้วย ซึ่งความตั้งใจอย่างหนึ่งที่เลือกมาร่วมภารกิจนี้ก็เพราะอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุดเพื่อไปถ่ายทอดให้คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะในกองทัพ หรือนิสิต, นักศึกษาในมหาวิทยาลัย
MThai : รู้สึกอย่างไร ฐานะคนไทย ในภารกิจร่วมกับ UN?
การที่เราได้ไปปฏิบัติหน้าที่กับ UN ในนามของทหารไทย และในนามประเทศไทย เป็นฟันเฟืองที่สำคัญต่อบทบาทของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะกับสหประชาชาติ
ลองคิดดูง่าย ๆ ครับว่ามันจะแตกต่างแค่ไหนเวลาคนพูดถึงประเทศไทย ระหว่างประเทศไทยที่ไม่เคยสนับสนุนอะไรให้สหประชาชาติเลย เขาอาจพูดว่า
“ประเทศไทยเหรอ อยู่ที่ไหนอะ ไม่รู้จัก อ๋อ ที่ไม่เคยสนับสนุนอะไรให้ เลยน่ะเหรอ” กับประเทศไทยที่ให้การสนับสนุน UN มาตลอด “อ๋อ ประเทศไทยนี่เอง ที่ส่งทหารไปช่วยในภารกิจของสหประชาชาติน่ะเหรอ”
กรณีที่ไทยส่งกำลังพลเข้าร่วมในภารกิจ ส่วนหนึ่งเป็นการส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพโลก อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์และบทบาทของประเทศไทยเราเองในเวทีโลก เราสามารถที่จะมีบทบาทที่ดี สามารถสร้างช่องทางและความร่วมมือที่หลากหลายในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเราได้ในสังคมโลก ทำให้ประชาคมโลกได้รู้ว่าคนไทยเราก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้
MThai : ภารกิจในปากีสถาน เป็นอย่างไรบ้าง?
ขณะนี้ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ทางฝั่งปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศมุสลิม หรือที่เรียกว่า Muslim Dominating Society วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่จึงมีความผูกพันแนบแน่นกับหลักการทางศาสนาอิสลามและมีข้อห้ามต่าง ๆ ในการละหมาด เป็นสิ่งที่พบเห็นในทุก ๆ วันและเราต้องเข้าใจ ให้ความเคารพต่อขนบธรรมเนียม ประเพณีของคนที่นี่ ซึ่งบางอย่างเราอาจคิดว่ามันแปลก ๆ เช่น การกำหนดให้ผู้หญิงต้องอยู่บ้านและให้แต่ผู้ชายไปทำงาน หรือการที่ผู้หญิงมีโอกาสได้รับการศึกษาน้อยกว่าผู้ชาย รวมไปถึงประเพณีการแต่งงานและความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิงต่าง ๆ
เราอาจไม่คุ้นชิน หรือไม่เห็นด้วย แต่เราก็ต้องให้ความเคารพในวัฒนธรรมของสังคมเหล่านี้ ซึ่งนี่เป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักของการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพของ UN ก็คือ Respect on Diversity “การเคารพในความแตกต่างหลากหลาย” เป็นแนวคิดที่สำคัญมาก เพราะท่ามกลางสังคมที่แตกต่าง ทั้งในสังคมที่เรามาอยู่ และการทำงานกับเพื่อนต่างชาติมากมาย เราจะยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลางมาตรฐานในการตัดสินทุกสิ่งไม่ได้ เรืออากาศเอก ปัญจวรวรรธน์กล่าว…
MThai : ปัญหา-อุปสรรคในภารกิจนี้ ?
อย่างแรกคือ ด้านภาษา แม้ว่าการจะมาภารกิจแบบนี้ ภาษาต้องดีมาในระดับหนึ่ง แต่ถึงยังไงก็ตาม การทำงานร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติมากมาย ซึ่งหลาย ๆ คนก็ไม่ได้ใช้อังกฤษเป็นภาษาหลักที่ประเทศตนเอง ความแตกต่างทางด้านทักษะ สำเนียง ย่อมมีอุปสรรคในการสื่อสารอยู่บ้าง ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจ ยอมรับ และค่อย ๆ เรียนรู้กันไป
สำหรับความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายนั้น คือเรามาทำงานในนามของ UN ความปลอดภัยมันก็มีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยหายห่วง 100% อันตรายและความเสี่ยงมันมีอยู่ในทุกที่ อย่างเวลาเข้าไปพื้นที่ชายแดนหรือแนวควบคุม ก็ยังพบว่ามีการยิงต่อสู้กันอยู่เป็นประจำ อาวุธ กระสุน วัตถุระเบิด สิ่งเหล่านี้มันไม่มีตา อาจจะพุ่งมาหาเราเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นเราต้องรู้จักที่จะคอยระวังตัวเอง ตรงไหนที่ว่าอันตรายก็อย่าฝืนอย่าเสี่ยงไป
หรือบางทีเราอาจเผชิญกับผู้คนที่ไม่พอใจอะไรซักอย่าง การตกอยู่ในวงล้อมของผู้ประท้วง การเผชิญกับการปิดกั้นถนน การเดินขบวนเรียกร้องต่อทาง UN สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เคยเกิดขึ้น และมีมาเป็นประจำ เราจึงต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในพื้นที่ในการวางแผนการปฏิบัติงานเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว หรือแม้ว่าถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้และตกอยู่ในสถานการณ์นั้นแล้ว ก็ต้องรู้จักวิธีในการแก้ไขที่ดี
นอกนั้นก็อาจเป็นเรื่องสภาพอากาศ เนื่องจากอากาศที่มีความแตกต่างหลากหลายมาก ตั้งแต่ร้อนมาก ๆ ไปจนมีหิมะตก การเจ็บป่วยไม่สบายก็สามารถเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงสภาพภูมิประเทศ การนั่งรถลาดตระเวนในพื้นที่ภูเขาสูงที่มีถนนแคบและมีปัญหาดินถล่ม เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถามว่าเคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับผู้ที่มาปฏิบัติหน้าที่ไหม ก็ต้องยอมรับว่ามี แต่ในเมื่อเราเลือกที่จะมาแล้ว เราก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ ที่เหลือจึงเป็นเรื่องของการดูแลรักษาตัวเองให้ดี และมีสติตลอดเวลาในการทำหน้าที่ครับ
MThai : อุปสรรคขนาดนี้ ทำไมถึงเลือก?
สิ่งที่น่าสนใจของโครงการ ‘รักษาสันติภาพ’ นี้คือมีลักษณะเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ บางครั้งระหว่างที่กำลังรอเรียกไปปฏิบัติงาน เราอาจได้รับทุนเพื่อไปอบรมหลักสูตรระยะสั้นที่ต่างประเทศ โดยทุนเหล่านี้จะให้เฉพาะผู้ที่มีชื่ออยู่ใน OCL ซึ่งในแต่ละปีจะมีหลายทุนมาก
ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติงานเราจะติดธงชาติไทยไว้ที่หัวไหล่ด้านซ้ายเสมอ ซึ่งนั่นย้ำเตือนอยู่เสมอว่าเราไปทำงานในนามทหารไทย คนไทย และประเทศไทย เป็นการประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้อย่างภาคภูมิใจมากครับ
– เรืออากาศเอก ปัญจวรวรรธน์
ย้อนรอยปมบาดหมางอินเดีย-ปากีสถาน สงคราม เชื้อชาติ ศาสนา และเขตแดน
ปัญหาสำคัญระหว่างปากีสถานและอินเดียคือเรื่อง ‘ดินแดนและศาสนา’ โดยเริ่มขึ้นตั้งแต่หลังจากที่อังกฤษมอบเอกราชให้กับทั้งสองประเทศ ซึ่งปากีสถานเป็นประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ในขณะที่ชาวอินเดียส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู
ชนวนสำคัญเกิดขึ้นที่แคว้นจัมมูร์แคชเมียร์หรือที่ชาวไทยเรียกกันว่า ‘แคชเมียร์’ ซึ่งเป็นแคว้นที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม แต่ผู้ปกครองแคว้นนี้ในขณะนั้นเป็นฮินดู ทำให้ผู้ปกครองลงนามที่จะไปรวมกับอินเดีย สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนและปากีสถานเพราะเป็นชาวมุสลิมเหมือนกัน ในขณะที่อินเดียก็ถือว่าตนสิทธิ์ในแคชเมียร์แล้วตามที่ผู้ปกครองลงนาม ความขัดแย้งได้ขยายวงกว้างจนนำไปสู่การเกิด ‘สงคราม’ ในที่สุด
สงครามส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ จน UN ต้องเข้ามาเป็นคนกลางในการดูแลรักษาความสงบ จนถึงปี 1971 อินเดียและปากีสถานได้บรรลุในข้อตกลงหยุดยิง มีการกำหนดแบ่งพื้นที่ควบคุมในแคชเมียร์เป็นของปากีสถานและอินเดีย แนวควบคุมดังกล่าวเรียกว่า Line of Control (LoC) ซึ่งยังไม่ใช่เส้นเขตแดนสากลใด ๆ เพราะยังไม่มีข้อสรุปในอธิปไตยเหนือแคชเมียร์ ทำให้แคชเมียร์ถูกแบ่งออกเป็น 2 พื้นที่ใหญ่ ๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จากลักษณะของความขัดแย้งที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าเป็นการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนระหว่างรัฐกับรัฐด้วยกัน ทำให้ภารกิจของ UN อันนี้ค่อนข้างจะมีความแตกต่างจากภารกิจอื่น ๆ พอสมควร ด้วยความที่ทาง UN จะไม่พยายามเข้าไปยุ่งเกี่ยวในประเด็นเชิงการเมืองใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยแคชเมียร์เลย ภารกิจหลัก ๆ ของผู้สังเกตการณ์ทางทหาร (UNMO) ในภารกิจนี้จึงเป็นลักษณะของการเฝ้าสังเกตการณ์รักษาความสงบ การปฏิบัติภารกิจเพื่อมนุษยธรรม การสอบสวนหากมีกรณีละเมิดข้อตกลงหยุดยิงปี 1971 เป็นต้น
ดังนั้น ภารกิจของพี่ใน UNMOGIP นี้จึงไม่ใช่การพยายามไกล่เกลี่ยหาข้อยุติให้กับปัญหาแคชเมียร์ แต่เป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามข้อตกลงหยุดยิงปี 1971 ควบคู่ไปกับการปฏิบัติเพื่อมนุษยธรรมเพื่อความเข้าใจอันดีกับประชาชน โดยเฉพาะกับประชาชนในพื้นที่ตามแนวควบคุม
วิธีการในการรักษาสันติภาพ และระงับข้อพิพาทในพื้นที่นี้
การมาเป็นผู้สังเกตการณ์ทางทหาร ไม่ใช่แบบการเดินเข้าไประหว่างคู่ขัดแย้งแล้วบอกว่า พวกคุณต้องหยุดทะเลาะกันแล้วสั่งให้พวกเขาปฏิบัติตามที่พูด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าไปนั่งดูสังเกตการณ์เฉย ๆ เขายิงกันทะเลาะกันก็ไม่สนอะไรเลย
โดยสรุปคือ ภารกิจผู้สังเกตการณ์ทางทหารนี้ จะไม่ใช่การยื่นมือเข้าไปในปัญหาข้อขัดแย้งโดยตรง เราจะให้คู่กรณีทั้งสองเจรจาตกลงกันเองในปัญหานี้ หน้าที่ ๆ ที่ UNMO คือการรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์ ให้มีความสงบเรียบร้อย และเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิง 1971 เพื่อให้มีสันติภาพท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ซึ่งเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นมีเสถียรภาพมากขึ้นก็อาจนำไปสู่การหาข้อยุติในปัญหานี้ได้
อย่างไรก็ตาม เรืออากาศเอก ปัญจวรวรรธน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้จะต้องทำงานท่ามกลางความขัดแย้งและมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงและประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะทุกครั้งที่ออกปฏิบัติงานเราจะติดธงชาติไทยไว้ที่หัวไหล่ด้านซ้ายเสมอ ซึ่งนั่นย้ำเตือนอยู่เสมอว่าเราไปทำงานในนามทหารไทย คนไทย และประเทศไทย เป็นการประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้อย่างภาคภูมิใจมากครับ







No comments:
Post a Comment